Pages

Wednesday, February 1, 2012

10 เทคนิคการออกแบบเว็บให้ Google รู้จัก

Posted: กันยายน 27, in Medan

ตอนนี้ผมเชื่อว่าคนไทยมากกว่า 90% ที่ใช้อินเทอร์เน็ต มักจะใช้ เสริช์เอนจิ้น (Search Engine)ในการค้นหาข้อมูลที่ต้องการ จากอินเทอร์เน็ต  และจากข้อมูลของ Truehits.net พบกว่า คนไทยเกินกว่า 90% ใช้ Search Engine ของ Google.com (และ จากการสำรวจของผม ทุกครั้งที่มีโอกาสไปสอนและสอบถามกับคนที่เรียน พบกว่าข้อมูลเป็นไปตาม Truehits.net) จากข้อมูลที่บอกมา ทำให้เห็นได้ว่า คนส่วนใหญ่จะหาเว็บไซต์ที่เค้าต้องการหา จาก Google ค่อนข้างมาก ซึ่งหากคุณ “สามารถทำให้เว็บไซต์ของคุณสามารถติดอันดับต้นในการค้นหา ของ Search Engine” ได้ นั้นหมายถึงการที่คนที่เป็นลูกค้าคุณจะสามารถรู้ และเข้าไปยังเว็บไซต์คุณได้
ดังนั้นการทำการตลาดผ่าน Search Engine ถือเป็นวิธีและช่องทางที่ เจ้าของเว็บไซต์ “ทุกคน” ควรทราบและนำไปปฏิบัติกับเว็บไซต์ของคุณ โดยวันนี้ผมจะมาทิปและเทคนิคง่าย ๆ ในการทำให้เว็บไซต์ของคุณเข้าไปอยู่ในอันดับของ Search Engine โดยเราเรียกวิธีการทำแบบนี้ว่า Search Engine Optimization หรือ เรียกสั้นๆ ว่า SEO และทิปและเทคนิคนี้จะเน้นกับเว็ไซต์ Google.com ซะส่วนใหญ่นะครับ

เทคนิคการทำให้เว็บไซต์ติดใน Searh Engine
***************************************************************************
1. ใส่ Keyword ใน Title ของหน้าเว็บ

การใส่ Key Word ในหน้าเว็บไซต์ในส่วนของแท็ก <Title>   จะช่วยทำให้  Search Engine รู้ว่าเว็บไซต์หน้านั้นๆ ของคุณ มีข้อมูลเกี่ยวกับอะไร ซึ่งข้อมูลนี้จะแสดงอยู่ในตำแหน่งบนด้านบนสุดของบราวเซอร์ ซึ่งตำแหน่งนี้ถือเป็นปัจจัยที่สำคัญส่วนหนึ่ง
2. การใส่ Key Word ที่ต้องการในส่วนด้านบนของเว็บไซต์และการเน้นด้วยตัวหนา

การเน้น Key Word ที่ต้องการในหน้าเว็บไซต์ด้านบน และมีการเน้น key word ภายในหน้าเว็บไซต์ด้วย ตัวหน้า หรือการใช้แท็ก <b> จะเป็นการเน้นให้ Search Engine รู้ว่า นี้คือคำที่เราต้องการเน้นและให้ความสำคัญเป็นพิเศษ ซึ่ง Search Engine จะให้ความสำคัญและน้ำหนักกับ Key Word เหล่านี้
3. หลีกเลี่ยงการออกแบบเว็บไซต์ด้วย Flash หรือรูปภาพเยอะ ไม่มีตัวหนังสือ

เพราะ Google จะอ่านจากโค๊ดของหน้าเว็บไซต์ ซึ่งหากเว็บไซต์คุณ มีแต่ภาพ และยิ่งเป็น Flash ด้วยแล้วละก็ Google จะไม่รู้จักเว็บไซต์คุณเลยว่าเกี่ยวกับอะไร คุณควรปรับเปลี่ยนเพิ่ม ตัวหนังสือเข้าไปในเว็บไซต์ เพื่อให้ Google ได้รู้จักเว็บไซต์อของคุณ
4. หลีกเลี่ยงใช้ออกแบบเว็บไซต์ด้วยเฟรม

เพราะการออกแบบเว็บไซต์ด้วย เฟรม <frame>  จะทำให้ Search Engine จะไม่สามารถทราบได้ถึงข้อมูลที่มีอยู่ในเนื้อหาในหน้านั้นๆ เพราะเนื้อหาในหน้านั้น ๆได้ถูกแบ่งออกเป็นส่วนๆ โดยการใช้เฟรม ดังนั้นคุณควรหลีกเลี่ยงซะ (การใช้เฟรม คือ การออกแบบหน้าเว็บที่มีหน้าเว็บหลาย ๆส่วนประกอบเข้าด้วยกันในหน้าเดียว)
5. การเขียนเว็บด้วยภาษาง่าย ๆ ไม่ใช่โค๊ดที่สลับสับซ้อน

การ ออกแบบเว็บไซต์ โดยมี code ที่สั้นและกระชับเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เว็บไซต์คุณง่ายต่อการค้นหาของ Search Engine อย่าใช้ code ฟุ่มเฟือยจนเกินไป ไม่ใช้ table มากเกินไป ลดการใช้ JavaScript และ CSS เท่าที่จำเป็นเท่านั้น นอกจากนี้ คำค้นหาสำคัญๆ ควรอยู่ส่วนบนๆของเว็บเพจให้มากที่สุด
6. ควรตั้งชื่อไฟล์รูปภาพ และใส่คำอธิบายให้กับภาพ

คุณ ควรตั้งชื่อไฟล์รูปภาพที่ตรงกับ Keyword ที่คุณต้องการ และควรใส่คำอธิบายภาพ โดยใช้แท็ก <alt> คำอธิบาย </alt> เพื่อทำให้ Search Engine รู้ว่าภาพที่คุณใส่เข้าไปในเว็บไซต์คุณคือภาพอะไร และเกี่ยวกับอะไร ซึ่งจะมีผลต่อการค้นหาของ Search Engine ด้วย
7. ใส่ คีย์เวริด์ ให้หนาแน่น ภายในหน้าเว็บไซต์

การ ที่ในหน้าเว็บไซต์ของคุณมี Key Word ที่ซ้ำๆ หลายๆ คำในหน้านั้นๆ  (Key Word Density)  นั่นหมายถึงหน้าๆ นั้นของคุณมีข้อมูลและเรื่องราวที่เกี่ยวกับคำๆนั้น  ซึ่ง Search Engine ให้ความสำคัญกับส่วนนี้ เช่นกัน ซึ่งควรจะมีการซ้ำๆ กันของ Key Word ในหนึ่งหน้าเว็บ ไม่ควรเกิน 20%  ซึ่งหากใส่มากเกินไปจะกลายเป็นการ Key Word Spamming ซึ่งอาจจะทำให้เว็บไซต์คุณโดนบล็อกไปเลย
8. ขนาดไฟล์ HTML ของหน้าเว็บไซต์ไม่ควรเกิน 32K

ถ้า หน้าเว็บไซต์ของคุณ มีขนาดใหญ่จนเกินไป จะทำให้ Search Engine ไม่สามารถเก็บข้อมูลของหน้าเว็บไซต์คุณได้ ดังนั้นในการออกแบบ ควรไม่ให้มีขนาดไฟล์ HTML ไม่เกิน 32K
9. แลกลิงค์กับเว็บไซต์อื่นๆ
การ แลกลิงค์กับเว็บไซต์อื่นๆ และมีเว็บไซต์อื่นๆ ลิงค์มาหาคุณเยอะๆ เป็นการแสดงว่า เว็บไซต์คุณเป็นที่รู้จักจาก ซึ่ง Google จะให้คะแนนของเว็บไซต์คุณ โดยเป็นค่า Page Rank (PR)โดยจะมีการให้คะแนนเอาไว้มีค่าตั้งแต่ 1-10 คะแนน โดยเว็ปเพจใดที่ google เห็นว่าเป็นเว็ปเพจที่ “ สำคัญ ” ซึ่งหากเว็บไซต์คุณมีค่า Page Rank สูงก็จะมีผลต่ออันดับในการแสดงใน google  โดยเราสามารถทราบค่า PR ของเว็บไซต์เราได้ โดย download และ install google toolbar (http://toolbar.google.com) หลังจากนั้นคุณจะสามารถดูคะแนน PR ของคุณที่จัดโดย google ได้
10. ทำ Site Map ให้กับเว็บไซต์ของคุณ

Site Map ก็คือแผนที่เว็ปไซด์ของคุณ ว่าเว็ปไซด์คุณมีหน้าเว็ปต่างๆ อยู่ที่ไหนบ้าง หน้าไหน link ไปสู่หน้าไหน เป็นการรองรับให้ทุกๆ หน้าของเว็ปไซด์คุณถูกเข้าถึงได้ทั้งหมด ซึ่งจะทำให้ Google สามารถทราบได้ว่าในเว็บไซต์ของคุณมีหน้าเว็บอะไรบ้างทั้งหมด
จริงๆ แล้วจะมีเทคนิคและรายละเอียดมากกว่านี้เยอะมากครับ แต่ผมสรุปเอาจุดเด่นๆ เอามาให้ผู้ที่มีเว็บไซต์และอยากติดอันดับใน Search Engine ซึ่งหากสนใจ อยากศึกษาเพิ่มเติม หรือมีคำถามอยากสอบถาม ตอนนี้ได้มีกลุ่มผู้ที่ชื่นชอบการทำ Search Engine Optimization (SEO)ได้รวมตัวกัน พูดคุยแลกเปลี่ยนข้อมูลต่างๆ ที่เกี่ยวกับการทำ SEO ที่เว็บไซต์ www.SEO.in.th ยังไงก็อยากให้คนที่ทำเว็บไซต์คุณ ไม่ละเลยเรื่องการทำ SEO ให้กับเว็บไซต์คุณนะครับ รีบเริ่มทำซะวันนี้นะครับ หากยิ่งช้าไป เว็บไซต์คุณ อาจจะล้าหลังจากคู่แข่งคุณไปมากนะครับ… เอ้าาา ลุยยยยย…..
PS. วิธีการที่จะรู้ว่าเว็บไซต์ที่เราไป Submit นั้น ติด Index ของเรากี่หน้า  มีวิธีเช็คดังนี้ครับ
1. เปิด Google.com
2. พิมพ์ ”เว็บไซต์เรา”วรรคsite:เว็บไดเร็คทอรี่ที่เราไปซับมิท
ตัวอย่างเช่น ผมต้องการหาเว็บผมชื่อ cotton.seller-reviews.com ใน Directory ของ searchfinish.com ก็จะได้เป็น
“cotton.seller-reviews.com” site:searchfinish.com
เราก็จะได้ดังตัวอย่าง เห็นเว็บของเราที่ติด Index กับ searchfinish.com ดังด่านล่างครับ
http://www.google.com/search?hl=en&q=%22cotton.seller-reviews.com%22+site%3Asearchfinish.com&btnG=Search
ยิ่งติดเยอะๆ ยิ่งดีครับ เราก็จะได้รู้ว่า Directory ใด ไป Submit แล้วไม่ผิดหวังครั

7 ข้อห้ามสำหรับ eLogo

Posted: กันยายน 27, 2010 in Medan
โล โก้ (Logo) ที่ปรากฏในเว็บไซต์เป็นภาพลักษณ์แรกที่ลูกค้าจะได้รู้จักคุณ ดังนั้นจึงมีความหมายต่อธุรกิจของคุณอย่างไม่ต้องสงสัย ซึ่งโลโก้ที่ดูโปรเฟสชันแนลย่อมช่วยสร้างเครดิตให้กับเว็บไซต์ของคุณได้ อย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะถ้าคุณขายสินค้าคุณภาพ โลโก้ของคุณยิ่งต้องสะท้อนสิ่งนี้ให้เห็นได้อย่างชัดเจนที่สุด
ในทางตรงข้ามโลโก้ที่ดูไม่ดี ก็สามารถสะท้อนถึงคุณภาพของผลิตภัณฑ์ และบริการที่แย่ตามไปด้วย หลักการต่อไปนี้ เป็นข้อห้ามสำหรับการออกแบบโลโก้ในเว็บไซต์ธุรกิจ
ซึ่งผมเชื่อว่า ถ้าสามารถออกแบบโลโก้โดยพยายามหลีกเลี่ยงข้อห้ามเหล่านี้ให้ได้ โลโก้ ของคุณน่าจะดูเป็นสิริมงคล แถมยังส่งผลต่อความเจริญให้กับธุรกิจได้ดีขึ้นอย่างแน่นอน ว่าแล้วไปดูกันดีกว่าครับ
ในทางตรงข้ามโลโก้ที่ดูไม่ดี ก็สามารถสะท้อนถึงคุณภาพของผลิตภัณฑ์ และบริการที่แย่ตามไปด้วย หลักการต่อไปนี้ เป็นข้อห้ามสำหรับการออกแบบโลโก้ในเว็บไซต์ธุรกิจ
ซึ่งผมเชื่อว่า ถ้าสามารถออกแบบโลโก้โดยพยายามหลีกเลี่ยงข้อห้ามเหล่านี้ให้ได้ โลโก้ ของคุณน่าจะดูเป็นสิริมงคล แถมยังส่งผลต่อความเจริญให้กับธุรกิจได้ดีขึ้นอย่างแน่นอน ว่าแล้วไปดูกันดีกว่าครับ
1. อย่าใช้คลิปอาร์ต เจ้าของธุรกิจออนไลน์ที่เป็น SMEs หลายต่อหลายท่าน เลือกใช้วิธีง่ายๆ ในการออกแบบโลโก้ให้กับเว็บไซต์ โดยเลือกใช้ คลิปอาร์ตแจกฟรีบนอินเทอร์เน็ต ซึ่งลักษณะเป็นภาพลายเส้นกราฟิกง่ายๆ แจกจ่ายให้ใช้ฟรีอย่างแพร่หลาย ลองนึกดูว่า เกิดมีลูกค้าที่เคยเห็นคลิปอาร์ตนี้ เมื่อได้มีโอกาสแวะเวียนเว็บไซต์ของคุณ เขาอาจจะจำได้ และคิดต่อไปว่า “ขนาดโลโก้ยังยืมภาพคนอื่นมาใช้ฟรีๆ เลย แล้วธุรกิจของเว็บไซต์นี้จะน่าเชื่อถือได้อย่างไร” อุ๊บส์!!!
2. อย่าใส่ลูกเล่น หรือเอฟเฟ็กต์กับโลโก้ ข้อห้ามนี้แนะนำว่า ไม่ควรใช้เอฟเฟ็กต์ต่างๆ อย่างเช่น แสงสว่างเมลือง, เงาด้านหลัง หรือมิตินูนต่ำ กับโลโก้ เอฟเฟ็กต์พวกนี้เหมาะกับงานสร้างสรรค์กราฟิกและรูปภาพในเว็บไซต์มากกว่า ซึ่งการใช้เอฟเฟ็กต์จะส่งผลให้โลโก้ที่ได้ดูไม่ชัดเจน (รกสายตา มากกว่าชวนมอง) โลโก้ที่ดีควรจะสามารถดูชัดเจนเห็นครบรายละเอียด แม้จะใช้แค่สีขาวดำเท่านั้น
3. “โลโก้” ไม่ใช่ “แบนเนอร์” อย่าออกแบบโลโก้ให้มีลักษณะเหมือนแบนเนอร์โฆษณาในเว็บไซต์ โดยเฉพาะรูปแบบที่เป็นการใส่โลโก้เข้าไปเต็มพื้นที่สี่เหลี่ยม เนื่องจากสายตาของลูกค้าออนไลน์ถูกฝึกให้หลีกเลี่ยงการดูรูปทรงเหล่านี้อยู่ แล้ว แน่นอนว่า โลโก้ของคุณจะถูกละเลยไปด้วย
4. โลโก้ผสมรูปภาพ นักออกแบบโลโก้มือโปรฯ จะไม่พยายามผสมผสานกราฟิกเข้าไปเป็นเนื้อเดียวกับตัวหนังสือที่ปรากฏในโลโก้ เนื่องจากการทำเช่นนี้ นอกจากจะทำให้มันดูดีค่อนข้างยากแล้ว (ต้องใช้สมองตีความว่า รูปกราฟิกที่เห็นคือตัวอักษรอะไร) ยังเสี่ยงต่อเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันมากมายอีกด้วย อย่างเช่น ตัวอักษรที่ใช้กราฟิกแทน อาจจะไปเหมือนกับโลโก้ของบริษัทอื่นเข้า ที่พบเห็นบ่อยก็เช่น การแทนตัว O ด้วย โลก, ลูกตา และแว่นขยาย เป็นต้น วันดีคืนดีอาจโดนฟ้องหาว่าเอาโลโก้ของเขามาเลียนแบบก็ได้ ใครจะไปรู้ล่ะ
5. โลโก้ที่ใช้ตัวอักษรอย่างเดียว แม้การเลือกใช้โลโก้เป็นตัวอักษรทั้งหมด จะง่ายต่อการออกแบบ แต่มันก็ง่ายต่อการถูกละเลยเช่นกัน ถ้าเป็นไปได้ (มีงบประมาณ) คุณอาจจะทดลองเอาโลโก้ของคุณไปวางรวมกับโลโก้ของคนอื่นที่ใช้ตัวอักษรหมดแบบ เดียวกับคุณ แล้วให้กลุ่มเป้าหมายลองดูว่าจำโลโก้ของคุณได้มากน้อยเพียงใด ถ้าจำกันได้น้อย อาจจะต้องแก้ไขคุณสมบัติของตัวอักษรที่ใช้ทำโลโก้แล้วล่ะครับ ง่ายสุดก็คือ ปรับเป็นตัวหนา เพื่อให้มีพื้นที่จดจำมากขึ้น หรือหารูปแบบฟอนต์ที่ไม่เหมือนใคร ตลอดจนออกแบบใหม่ไปเลย ซึ่งวิธีสุดท้ายนี้ชอบทำกันนักแล
6. โลโก้ที่เป็นชื่อย่อ ถ้าชื่อบริษัทของคุณยาวมาก การใช้ชื่อเต็มๆ มาสร้างโลโก้ดูจะ เป็นเรื่องยากยิ่งนัก ไอเดียของเจ้าของกิจการส่วนใหญ่จะเลือกใช้ชื่อย่อแทน ซึ่งขอบอกว่า ยากมากที่จะออกแบบมาแล้วจะเวิร์ก ยิ่งถ้าคุณไม่ได้มีงบประมาณในการใช้สื่อประชาสัมพันธ์ด้วยแล้ว กว่าโลโก้ที่เป็นชื่อย่อของคุณจะได้รับความไว้วางใจ บางทีธุรกิจของคุณอาจจะหายไปก่อนก็ได้ ส่วนใหญ่ลูกเล่นของโลโก้ที่ใช้ชื่อย่อ ชอบเอาตัวอักษรวางซ้อนทับกัน แม้จะดูสนุก (จนขาดความจริงจัง) แต่ข้อเท็จจริงที่คุณอาจจจะมองข้ามไป พร้อมๆ กับลูกค้าของคุณนั่นคือ มันไม่ได้บอกกล่าวอะไรให้ลูกค้าได้ทราบเลย อันนี้แทบไม่ต้องพูดถึงความสามารถในการสร้างความน่าเชื่อถือให้กับสินค้า และบริการของคุณ
7. โลโก้สุดซับซ้อน-รายละเอียดมากเกินไป สำหรับโลโก้ที่เป็นภาพวาด ซึ่งจะมี รายละเอียดยุบยิบเต็มไปหมด รวมถึงพวกที่ใช้ภาพถ่าย หรือเลย์เอาต์ที่ซับซ้อน (เช่น ความสูงต่ำของอักษรที่ไม่เท่ากัน สีสันที่ไม่เข้าแก๊ป ฯลฯ) บอกได้เลยว่า โลโก้ลักษณะนี้มีโอกาสล้มเหลวสูงมาก หลักการง่ายๆ ก็คือ ยิ่งมีรายละเอียดมากเท่าไร โอกาสที่ลูกค้าจะจำได้ก็น้อยลงเท่านั้น โลโก้ที่ดูง่าย เป็นหนึ่งเดียว (ทั้งสีสันและรูปแบบ) ใช้เส้นน้อย จะสร้างอิมแพกต์ และการจดจำได้ง่ายกว่า ถึงตรงนี้ คุณผู้อ่านคงต้องลองนำเอาแนวคิดทั้ง 7 ข้อนี้ไปวิเคราะห์โลโก้ของตัวเองดูก็แล้วกันนะครับ บางที มันอาจช่วยทำให้ลูกค้า และกลุ่มเป้าหมายจดจำธุรกิจของคุณได้ง่ายขึ้น และจำกันได้มากขึ้น ตลอดจนยอดขายที่อาจจะเพิ่มขึ้นตามไปด้วยก็เป็นได้